1. Home
  2. /
  3. ประวัติความเป็นมา
ประวัติความเป็นมาจังหวัดเเม่ฮ่องสอน

ประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมา

จากหลักฐานทางโบราณคดี หลักฐานเรื่องราวที่เป็นบันทึก ตำนาน พงศาวดาร คำบอกเล่าสืบต่อกันมา ประกอบกับโบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พอสรุปการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนที่สำคัญ ๆ ได้ดังนี้

การตั้งถิ่นฐานของผู้คนยุคก่อนประวัติศาสตร์

จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดค้นได้จากที่ต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน อาทิ หลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดค้นได้ในถ้ำแถบอำเภอปางมะผ้า ซึ่งพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ กระดูกสัตว์และเมล็ดพืชที่ใช้เป็นอาหารมากมายหลายชนิด เช่น เมล็ดน้ำเต้า แตงกวา ถั่วฝักยาว ข้าวเปลือก เป็นต้น เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหิน เช่น เครื่องมือหินขัดเป็นขวานหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เครื่องมือหินกะเทาะ ขวานหิน เป็นต้น เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากเหล็ก เช่น ห่วงเหล็ก ขวานด้ามสั้น สิ่ว เป็นต้น ลูกปัด เศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ เศษภาชนะดินเผาลายขูดขีด โลงที่ทำขึ้นโดยการขุดเจาะท่อนไม้ซุงลักษณะคล้ายเรือหัวท้ายตัด เรียกว่า “โลงผีแมน” หลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดค้นได้บริเวณตำบลหมอกจำแป่ ตำบลปางหมู และตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งพบขวานหินกะเทาะ เครื่องมือหินกะเทาะ เครื่องมือสะเก็ดหิน เป็นต้น บ่งบอกว่าพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคหินเก่าตอนปลาย (32,000 ปี มาแล้ว) ถึงยุคโลหะ-เหล็ก (1,100 ปีมาแล้ว)

โครงกระดูกมนุษย์โบราณ

การตั้งถิ่นฐานของผู้คนยุคประวัติศาสตร์

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พอสรุปได้ว่า ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีชาวพื้นเมืองที่มีวัฒนธรรมประเพณีและภาษาพูดเป็นของตัวเอง เช่น กะเหรี่ยง ม้ง มูเซอ ลีซู ละว้า เป็นต้น ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ตามที่ราบระหว่างหุบเขาและพื้นที่สูง มีชีวิตความเป็นอยู่ผูกพันกับป่าเขาแม่น้ำ อยู่รวมกันเป็นชุมชนหมู่บ้าน เมื่อบริเวณใดมีผู้คนหนาแน่นขึ้น ที่ทำกินไม่พอ ก็จะออกแสวงหาทำเลใหม่ให้ทำมาหากินได้โดยสะดวก และมีผู้คนที่อพยพมาจากบริเวณใกล้เคียง อาทิ คนไต (ไทใหญ่) จากรัฐฉาน คนเมืองจากเชียงใหม่ เป็นต้น เข้ามาตั้งหลักแหล่ง แสวงหาทำเลที่ทำกิน เมื่อมีผู้คนมากขึ้นก็รวมตัวอยู่กันเป็นชุมชนหมู่บ้าน ผู้คนที่อาศัยตามที่ราบส่วนใหญ่เป็นชาวไทใหญ่ ส่วนผู้คนที่อาศัยอยู่บนภูเขามักจะเป็นชาวพื้นเมือง

บริเวณตัวอำเภอปาย แต่เดิมเรียกว่า บ้านดอน ก่อตั้งขึ้นประมาณปี พ.ศ. 1800 ตรงกับสมัยอาณาจักรล้านนา โดยชาวไทใหญ่ชื่อพะก่าซอ ได้รวบรวมคนจากเมืองต่าง ๆ ในประเทศพม่าเข้ามาสำรวจและก่อตั้งหมู่บ้านจนเป็นชุมชนขนาดใหญ่ กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาคิดจะยึดเป็นเมืองขึ้น จึงนำทัพมาตีอยู่หลายครั้งหลายสมัยก็ไม่สามารถยึดได้ จนประมาณปี พ.ศ. 2020 พระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนา ได้ให้แม่ทัพชื่อศรีใจยา ยกทัพมาตีบ้านดอนได้สำเร็จ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าชัยสงครามปกครองบ้านดอนในเวลาต่อมา 

ประมาณ ปี พ.ศ. 2374 ตรงกับสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และสมัยของพระยาพุทธวงค์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 4 เจ้าหนานมหาวงศ์ (พระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 5 ขณะเป็นอุปราช) ต้องการช้างป่าไว้ใช้งาน จึงให้ “เจ้าแก้วเมืองมา” เป็นแม่กองนำไพร่พล ช้างต่อ และหมอควาญ ออกเดินทางไปตรวจชายแดนด้านตะวันตกของนครเชียงใหม่และจับช้างป่ามาฝึกใช้งาน เจ้าแก้วเมืองมายกกระบวนเดินทางรอนแรมจากเชียงใหม่ผ่านไปทางเมืองปาย ใช้เวลาหลายคืนจนบรรลุถึงป่าโปร่งแห่งหนึ่งทางทิศใต้ริมฝั่งแม่น้ำปาย เป็นบริเวณที่มีหมูป่าลงมากินโป่งชุกชุม เจ้าแก้วเมืองมาพิจารณาเห็นว่าที่แถวนี้เป็นทำเลที่ดี น้ำท่าบริบูรณ์ สมควรที่จะตั้งเป็นหมู่บ้าน จึงหยุดพักอยู่ ณ ที่นี้ และเรียกผู้คนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมห้วย ริมเขาซึ่งเป็นชาวไทใหญ่และกะเหรี่ยง (ยางแดง) มาประชุมชี้แจงให้ทราบถึงความคิดที่จะตั้งบริเวณนี้ขึ้นเป็นหมู่บ้าน และบุกเบิกที่ดินที่เป็นไร่นาที่ทำมาหากินต่อไป เจ้าแก้วเมืองมาแต่งตั้งให้ชาวไทใหญ่ผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนเฉลียวฉลาดและมีความรู้ดีกว่าคนอื่นในหมู่บ้าน ชื่อว่า “พะกาหม่อง” ให้เป็น “ก๊าง” (คือตำแหน่งนายบ้านหรือผู้ใหญ่บ้าน) คอยควบคุมดูแลและให้คำแนะนำลูกบ้านในการดำเนินการต่อไป พะกาหม่องได้ชักชวนเกลี้ยกล่อมพวกที่อยู่ใกล้เคียงให้ย้ายมาอยู่รวมกัน แล้วตั้งชื่อหมู่บ้านนั้นว่า “บ้านโป่งหมู” (ต่อมาเพี้ยนเป็นปางหมู) เมื่อจัดตั้งหมู่บ้านแล้ว เจ้าแก้วเมืองมาก็ยกขบวนเดินทางตรวจชายแดนและคล้องช้างป่าต่อไปจนถึงลำห้วยแห่งหนึ่ง มีรอยช้างป่าอยู่มากมาย ก็หยุดคล้องช้างป่าได้หลายเชือก และตั้งคอกสอนช้างในร่องห้วย ริมห้วยนั้นเป็นพื้นที่ราบกว้างขวาง พื้นดินดีกว่าบ้านโป่งหมู และมีชาวไทใหญ่อาศัยอยู่เป็นอันมาก เจ้าแก้วเมืองมาเห็นว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมพอจะตั้งเป็นหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง จึงเรียกชาวไทใหญ่คนหนึ่งจากบ้านโป่งหมูคือ “แสนโกม” บุตรเขยของพะกาหม่อง ให้มาเป็นหัวหน้าเกลี้ยกล่อมผู้คนให้มาอยู่รวมกันจนกลายเป็นหมู่บ้าน เรียกว่า “บ้านแม่ฮ่องสอน” เมื่อเจ้าแก้วเมืองมาคล้องช้างป่าได้พอสมควรแล้วก็เดินทางกลับนครเชียงใหม่ พะกาหม่องและแสนโกมได้ชักชวนผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงให้อพยพครอบครัวมาตั้งบ้านเรือนอยู่ทำมาหากินจนแน่นหนาขึ้นเป็นหมู่บ้านใหญ่ ต่อมาพะกาหม่องและแสนโกมเห็นว่าบริเวณนั้นมีไม้สักมาก หากตัดเอาไม้สักไปขายประเทศพม่าโดยใช้วิธีชักลากลงลำห้วย แล้วปล่อยให้ไหลลงแม่น้ำคง (แม่น้ำสาละวิน) ก็คงได้เงินมาช่วยในด้านเศรษฐกิจและการบำรุงบ้านเมือง เมื่อปรึกษาหารือกันดีแล้ว พะกาหม่องและแสนโกมจึงเดินทางมาเข้าเฝ้าพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เพื่อกราบทูลขออนุญาตตัดฟันชักลากไม้ไปขาย แล้วจะแบ่งเงินค่าตอไม้ตอบแทนถวายตลอดปี พระเจ้ามโหตรประเทศทรงอนุญาต พะกาหม่องและแสนโกมจึงได้ทำไม้ขอนสักส่งไปขายที่เมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่า ได้เงินมาก็เก็บแบ่งถวายพระเจ้ามโหตรประเทศทุกปี และนำมาใช้บำรุงบ้านเมือง และประโยชน์ส่วนตัว บ้านโป่งหมู่และบ้านแม่ฮ่องสอนก็เจริญขึ้นตามลำดับ

ปี พ.ศ. 2399 ตรงกับสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 6 หัวเมืองไทใหญ่ที่ตั้งอยู่แถบฝั่งแม่น้ำคง (แม่น้ำสาละวิน) ด้านตะวันตกในประเทศพม่า อาทิ เมืองจ๋ามก่า เมืองหมอกใหม่ เป็นต้น เกิดการจลาจล รบราฆ่าฟัน มีชาวไทใหญ่อพยพเข้ามาอยู่ที่บ้านปางหมูและบ้านแม่ฮ่องสอน บางพวกอพยพลงไปทางใต้อาศัยอยู่ที่บ้านขุนยวม (หมู่บ้านไทใหญ่บนภูเขา) บางพวกอพยพเลยขึ้นไปทางเหนือไปอยู่ที่เมืองปาย การอพยพครั้งนั้นมีชาวไทใหญ่ผู้หนึ่งชื่อ “ชานกะเล” (ตามตำนานคนไทใหญ่กล่าวว่าชานกะเลเป็นยอดทหารฝีมือเอกของเจ้าฟ้าโกหร่าน เจ้าฟ้าชาวไทใหญ่ผู้ปกครองเมืองหมอกใหม่ เป็นคนรักของเจ้านางเมวดีหรือที่ชาวแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “เจ้านางเมี๊ยะ” หลานของเจ้าฟ้าโกหร่าน) ชานกะเลเป็นคนขยัน กล้าหาญ เฉลียวฉลาด ซื่อสัตย์ อดทน หลังจากอพยพเข้ามาอาศัยที่บ้างปางหมูได้ช่วยพะกาหม่องทำไม้ด้วยความซื่อสัตย์และตั้งใจทำงานโดยไม่เห็นแก่เหนื่อยยาก พะกาหม่องไว้วางใจและรักใคร่มากจึงยกบุตรสาวชื่อคำใสให้เป็นภรรยา ต่อมาภายหลังนางคำใสตาย ชานกะเลได้แต่งงานกับเจ้านางเมี๊ยะและนำครอบครัวพร้อม “ปู่โทะ” คนสนิทลงใต้ไปตั้งเมืองอยู่บนภูเขาทางเหนือต้นแม่น้ำยวม เรียกว่า เมืองกุ๋นลม (หรือขุนยวมในปัจจุบัน) ชานกะเลปกครองเมืองกุ๋นลมได้เจริญรุ่งเรือง มีการค้ากับประเทศพม่าสามารถส่งค่าตอไม้ให้นครเชียงใหม่จำนวนมาก

ปี พ.ศ. 2417 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 ได้แต่งตั้งชานกะเลให้เป็น “พญาสิงหนาทราชา” ให้มาปกครองเมืองแม่ฮ่องสอน โดยยกฐานะบ้านแม่ฮ่องสอนให้เป็นเมืองแม่ฮ่องสอน เปลี่ยนชื่อจากบ้านดอนมาเป็นเมืองปาย และให้เมืองแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองหน้าด่าน มีเมืองขุนยวมและเมืองปายเป็นเขตแดน เมืองยวมเป็นเมืองรอง พญาสิงหนาทราชาได้ปกครองพัฒนาเมืองแม่ฮ่องสอนให้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้มีการขุดคูเมืองและสร้างประตูเมืองขึ้นอย่างมั่นคง

ปี พ.ศ. 2427 พญาสิงหนาทราชาได้ถึงแก่กรรม พระเจ้าอินทวิชยานนท์ได้แต่งตั้งเจ้านางเมี๊ยะขึ้นปกครองแทน และแต่งตั้งให้ปู่โทะเป็นพญาขันธเสมาราชานุรักษ์ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน

ปี พ.ศ. 2434 เจ้านางเมี๊ยะถึงแก่กรรม พระเจ้าอินทวิชยานนท์จึงแต่งตั้งพญาขันธเสมาราชานุรักษ์เป็นพญาพิทักษ์สยามเขต ให้ปกครองเมืองแม่ฮ่องสอน

ปี พ.ศ. 2443 ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการแบ่งเขตการปกครองส่วนภูมิภาคแบบมณฑลเทศาภิบาล ได้จัดแบ่งท้องที่โดยรวมเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองขุนยวม เมืองยวม และเมืองปาย เข้าเป็นแขวง เรียกว่า “บริเวณเชียงใหม่ตะวันตก” ตั้งที่ว่าการแขวงที่เมืองขุนยวม และตั้งนายโหมดเป็นนายแขวง และในปีเดียวกันนี้ทางเมืองเชียงใหม่ ได้แต่งตั้งนายขุนหลู่ บุตรของพญาพิทักษ์สยามเขต เป็นพญาพิศาลฮ่องสอนบุรี

ปี พ.ศ. 2446 ย้ายที่ว่าการแขวงจากเมืองขุนยวม ไปตั้งที่เมืองยวมแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “บริเวณพายัพเหนือ”

ปี พ.ศ. 2450 พญาพิทักษ์สยามเขตถึงแก่กรรม เมืองเชียงใหม่จึงแต่งตั้งพญาพิศาลฮ่องสอนบุรีขึ้นปกครองเมืองแทน

ปี พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองยวม เมืองขุนยวม และเมืองปาย ตั้งเป็นเมืองจัตวา เรียกว่า “เมืองแม่ฮ่องสอน” อยู่ในมณฑลพายัพ และจัดแบ่งการปกครองเป็น 4 อำเภอ คือ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอเมืองยวม อำเภอเมืองขุนยวม และอำเภอเมืองปาย ย้ายที่ว่าการแขวงจากเมืองยวม มาที่เมืองแม่ฮ่องสอน ให้ชื่อว่า “จังหวัดแม่ฮ่องสอน” และโปรดเกล้าฯ ให้พระศรสุรราช (เปลื้อง) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนคนแรก

ปี พ.ศ. 2460 เปลี่ยนชื่ออำเภอ “เมืองยวม” เป็นอำเภอ “แม่สะเรียง”

ปี พ.ศ. 2476 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้โอนขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย

ปี พ.ศ. 2510 แบ่งท้องที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งเป็นกิ่งอำเภอแม่ลาน้อย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ปี พ.ศ. 2518 ตั้งกิ่งอำเภอแม่ลาน้อย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ปี พ.ศ. 2527 แบ่งท้องที่อำเภอแม่สะเรียง ตั้งเป็นกิ่งอำเภอสบเมย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ปี พ.ศ. 2530 แบ่งท้องที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ตั้งเป็นกิ่งอำเภอปางมะผ้า อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ปี พ.ศ. 2536 ตั้งกิ่งอำเภอสบเมย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ปี พ.ศ. 2539 ตั้งกิ่งอำเภอปางมะผ้า อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Message us
Translate »